ค่าจ้างทนายคิดอย่างไร? อธิบายแบบเหมาคดี รายครั้ง และรายชั่วโมง

· 1 min read
ค่าจ้างทนายคิดอย่างไร? อธิบายแบบเหมาคดี รายครั้ง และรายชั่วโมง

เวลาจะจ้างทนายสักคน หลายคนมักสงสัยว่า ค่าจ้างทนาย คิดอย่างไร เพราะไม่มีป้ายราคากลางที่ติดไว้ให้เห็นเหมือนสินค้าทั่วไป แท้จริงแล้วการคิดค่าจ้างเป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างลูกความกับทนายความ โดยกฎหมายกำหนดเพียงหลักการเรื่องการตั้งทนายความ และข้อกำหนดเรื่องมรรยาทที่ห้ามทนายโฆษณาอัตราค่าจ้างแบบชักชวน จึงทำให้รูปแบบการคิดค่าจ้างมีความหลากหลายตามลักษณะงานและความซับซ้อนของคดี บทความนี้อธิบายโครงสร้างการคิดค่าจ้างที่พบทั่วไปสามแบบ เพื่อให้เห็นภาพก่อนตัดสินใจคุยรายละเอียดกับทนาย

ทำไมค่าจ้างทนายถึงไม่มีราคามาตรฐานเหมือนสินค้าทั่วไป?

เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราค่าจ้างทนายความไว้ตายตัว และข้อบังคับมรรยาททนายความก็ห้ามทนายโฆษณาอัตราค่าจ้างหรือแจ้งว่าไม่เรียกค่าจ้าง เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายที่สภาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้ การคิดค่าจ้างจึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างทนายกับลูกความเป็นสำคัญ

เมื่อไม่มีเพดานราคา ตัวแปรจึงอยู่ที่ลักษณะคดี ปริมาณงาน ระยะเวลา และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของทนายแต่ละคน ลูกความควรสอบถามให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าคิดค่าจ้างแบบใด ครอบคลุมงานอะไรบ้าง และมีค่าใช้จ่ายอื่นเช่นค่าธรรมเนียมศาลหรือค่าพาหนะแยกออกไปหรือไม่ การตกลงเรื่องค่าจ้างให้ชัดเป็นหนังสือจะช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนภายหลังได้

แบบเหมาคดีทั้งคดี คิดอย่างไรและเหมาะกับใคร?

แบบเหมาคดีคือการตกลงค่าจ้างเป็นก้อนเดียวสำหรับงานตลอดทั้งคดี ตั้งแต่เริ่มฟ้องหรือเริ่มต่อสู้จนคดีจบในชั้นนั้น ลูกความจึงรู้ต้นทุนล่วงหน้าค่อนข้างชัด ข้อดีคือควบคุมงบประมาณได้ง่าย แต่ต้องถามให้ชัดว่าค่าจ้างก้อนนั้นครอบคลุมถึงชั้นอุทธรณ์ฎีกาหรือไม่

ความเสี่ยงของแบบเหมาคดีคือถ้าคดีลากยาวกว่าที่คิด ทนายอาจแบกรับภาระงานเพิ่มโดยไม่ได้รับค่าจ้างเพิ่ม จึงควรเขียนขอบเขตงานให้ชัด เช่น ครอบคลุมถึงวันสืบพยานกี่นัด หรือสิ้นสุดเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การระบุขอบเขตจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และหากต้องการหาทนายความที่คุยรายละเอียดแบบนี้ได้ ก็ควรเลือกจากผู้ที่พร้อมอธิบายขอบเขตงานอย่างโปร่งใส

แบบรายครั้ง เหมาะกับงานลักษณะไหน?

แบบรายครั้งคือคิดค่าจ้างตามงานแต่ละขั้นตอน เช่น คิดค่าจ้างสำหรับการยื่นคำฟ้องหนึ่งครั้ง การเข้าไปฟังการสอบปากคำหนึ่งครั้ง หรือการว่าความในวันนัดหนึ่งวัน เหมาะกับงานที่มาทีละช่วงและไม่ต่อเนื่องยาวนาน ลูกความจ่ายเมื่อเกิดงานจริง

ข้อดีคือยืดหยุ่นและจ่ายเป็นช่วง ๆ แต่ข้อเสียคือถ้าคดีมีหลายนัดหรือหลายขั้นตอน ยอดรวมอาจสูงกว่าการเหมาคดี ลูกความจึงควรถามทนายว่ามีงานอะไรบ้างที่ต้องทำ และแต่ละครั้งคิดอย่างไร เพื่อประเมินภาพรวมก่อนตกลง การขอสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรจะทำให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายตลอดคดีได้ชัดขึ้น

แบบรายชั่วโมง คิดอย่างไรและควรระวังอะไร?

แบบรายชั่วโมงคิดค่าจ้างตามเวลาที่ทนายใช้ทำงานจริง ทั้งเวลาเตรียมคดี ประชุมกับลูกความ ร่างเอกสาร และเวลาไปศาล เหมาะกับงานที่ขอบเขตไม่แน่นอนหรือเป็นงานให้คำปรึกษาเชิงซับซ้อน ลูกความจ่ายตามเวลาที่ใช้จริง

สิ่งที่ต้องระวังคือยอดรวมจะไม่คงที่ เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าคดีจะใช้เวลากี่ชั่วโมง ควรตกลงเรื่องการบันทึกเวลา อัตราต่อชั่วโมง และรอบการแจ้งค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน การขอสรุปเวลาที่ใช้เป็นช่วง ๆ จะช่วยให้ลูกความควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น และลดความไม่สบายใจเมื่อเห็นบิลก้อนใหญ่

ค่าจ้างทนายรวมค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่?

โดยทั่วไปค่าจ้างทนายเป็นค่าตอบแทนการทำงานของทนาย ไม่ได้รวมค่าธรรมเนียมศาลหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องจ่ายให้หน่วยงานหรือบุคคลภายนอก ทำให้ลูกความต้องจ่ายส่วนนั้นแยกต่างหาก ควรตกลงให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นคนสำรองจ่ายและจะหักกลบลบกันอย่างไร

ประเด็นนี้มักเป็นจุดที่ลูกความเข้าใจผิดคิดว่าเหมาจ่ายก้อนเดียวแล้วจบทุกอย่าง การเขียนรายการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ในข้อตกลง จะช่วยให้เห็นภาพรวมและไม่ต้องมาเถียงกันภายหลัง หากคู่ความไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ กฎหมายก็มีช่องทางให้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลชั้นต้นได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับค่าจ้างทนาย

การจ้างทนายต้องทำเป็นหนังสือแบบไหน?

ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การตั้งทนายความต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน และใบแต่งทนายนั้นใช้ได้เฉพาะคดีเรื่องที่ยื่นไว้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ข้ามคดีได้

ส่วนข้อตกลงเรื่องค่าจ้างและขอบเขตงาน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับรูปแบบตายตัว แต่การทำเป็นหนังสือจะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าตกลงอะไรกันไว้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เป็นการจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามคำเรียกร้องของอีกฝ่าย การถอนฟ้อง หรือการประนีประนอมยอมความ ทนายจะทำได้ต้องได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง จึงควรระบุให้ชัดในข้อตกลง

ทนายตั้งเงื่อนไขว่าต้องชนะคดีจึงจ่ายค่าจ้าง ได้หรือไม่?

ข้อบังคับมรรยาททนายความห้ามทนายใช้อุบายจูงใจให้มอบคดี เช่น หลอกว่าคดีจะชนะทั้งที่รู้ว่าจะแพ้ หรืออวดอ้างว่ารู้จักคุ้นเคยกับผู้ใดที่จะทำให้ได้ผลพิเศษนอกทางว่าความ ดังนั้นการรับประกันผลคดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในการจ้างทนาย

การตกลงค่าจ้างจึงควรอยู่บนพื้นฐานของงานที่ทำจริง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกันได้ เพราะผลคดีขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และดุลพินิจของศาล หากทนายคนใดรับปากหนักแน่นว่าชนะแน่นอน ควรตั้งคำถามและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนั่นอาจเข้าข่ายการจูงใจที่ขัดข้อบังคับมรรยาท

ถ้าต้องการความช่วยเหลือด้านค่าจ้าง ปรึกษาใครได้บ้าง?

สภาทนายความมีช่องทางให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับทนายความ โดยมีสายด่วนและเบอร์ติดต่อที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สภาทนายความ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับสอบถามเรื่องขั้นตอนและข้อควรรู้ก่อนจ้างทนาย

หากเป็นคดีอาญาที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวหรือถูกขัง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้สิทธิผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาได้พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว และให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำในชั้นสอบสวนได้ สำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกหรือร้ายแรงกว่านั้น หากผู้ต้องหาไม่มีทนายและต้องการ ทนายความอาจได้รับการจัดหาให้ตามที่กฎหมายกำหนด

คดีทางอิเล็กทรอนิกส์มีผลต่อค่าจ้างทนายอย่างไร?

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 เปิดทางให้ศาลกำหนดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้เมื่อเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความร้องขอ โดยคำนึงถึงความสะดวกและประหยัดของคู่ความที่ยังเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ได้

เมื่อการดำเนินคดีบางส่วนทำทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น การนั่งพิจารณาและบันทึกคำเบิกความพยานผ่านระบบ ภาระการเดินทางและเวลาของทนายอาจลดลง ซึ่งอาจมีผลต่อการคิดค่าจ้างแบบรายชั่วโมงหรือรายครั้งในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ดี ศาลต้องไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความลดน้อยลง และห้ามปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานเพียงเพราะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าจ้างทนาย

จ่ายค่าจ้างทนายแล้วคดีแพ้ จะขอคืนได้ไหม?

โดยหลักค่าจ้างทนายเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ไม่ใช่ค่าประกันผลคดี ดังนั้นหากทนายทำงานตามขอบเขตที่ตกลงไว้ครบถ้วนแล้ว การขอคืนมักทำได้ยาก เว้นแต่มีข้อตกลงเฉพาะหรือทนายผิดสัญญาจ้าง จึงควรตกลงเรื่องขอบเขตงานและเงื่อนไขการชำระให้ชัดเป็นหนังสือตั้งแต่ต้น

ทนายต้องเก็บความลับของลูกความแค่ไหน?

ข้อบังคับมรรยาททนายความกำหนดให้ทนายต้องไม่เปิดเผยความลับของลูกความที่รู้มาในหน้าที่ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากลูกความหรือโดยอำนาจศาล จึงมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าข้อมูลที่เล่าให้ทนายฟังจะได้รับการรักษาเป็นความลับตามกรอบวิชาชีพ

thanaidee

ถ้าทนายทอดทิ้งคดีหรือขาดนัด ผิดมรรยาทหรือไม่?

ข้อบังคับมรรยาทระบุชัดว่าทนายต้องไม่จงใจขาดนัด ทอดทิ้งคดี จงใจละเว้นหน้าที่ในการดำเนินคดีของลูกความ หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ หากพบปัญหาดังกล่าว ลูกความสามารถร้องเรียนต่อสภาทนายความได้ แต่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ

คนที่ไม่ใช่ทนายว่าความแทนเราได้ไหม?

ตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความจะว่าความในศาลหรือแต่งฟ้อง คำให้การ อุทธรณ์ ฎีกาแทนบุคคลอื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด

สามารถปรึกษาหาทนายความได้จากที่ไหน?

สามารถเริ่มจาก หาทนายความ ที่ตรงกับลักษณะคดี หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ thanaidee.com ซึ่งรวบรวมแนวทางและข้อมูลประกอบการตัดสินใจไว้สำหรับผู้ที่กำลังมองหาผู้ช่วยว่าความ

หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของรูปแบบการคิดค่าจ้างทนาย ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี เงื่อนไขและรายละเอียดแต่ละคดีแตกต่างกัน ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณโดยตรง